ว่าด้วย Where To Invade Next : เปิดโลกที่สวยงามไปกับ Micheal Moore

เริ่มเขียนทิ้งไว้ 15/6/2559 เวลา 23.48 นาที

คือจริง ๆ ช่วงนี้การบ้านก็เยอะนะ แต่ก็เจียดเวลามาเขียนก่อนที่จะลืมเรื่องราวทั้งหมดในเรื่อง วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน ผมมีโอกาสได้ไปดูสารคดีเรื่อง Where To Invade Next กำกับโดย Michael Moore กับกลุ่มพี่ ๆ JWC ทั้งหลาย หลังจากไปดูมาบอกเลย หกเดือนที่ผ่านมานี้ หนังเรื่องนี้แหละ ดีที่สุด! คุ้มค่าตั๋วสองร้อยบาทมากมาย

ท่องโลกสวยงามไปกับ Michael Moore

หนังเรื่องนี้ชื่อ Where To Invade Next แปลแบบง่าย ๆ เลยก็คือ "จะไปบุกที่ไหนต่อดี?" Michael Moore จึงเล่นเป็นผู้บุกรุก และได้พาเราบุกไปตามที่ต่าง ๆ มากมายบนโลกแห่งนี้ โดยในหนัง Michael Moore ได้บอกไว้ว่าเขานั้นจะเลือกเก็บแต่ดอกไม้ ไม่เก็บวัชพืช โดยในหนังเขาจะุบุกไปตามประเทศต่าง ๆ หาสิ่งดี ๆ ที่เขาจะ "ขโมย" ได้เพื่อกลับไปใช้ในประเทศบ้านเกิดอเมริกาของเขา

พูดง่าย ๆ ก็คือนี่คือสิ่งที่เข้าเห็น สิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศบ้านเกิดของเขา

เนื้อหาภายในหนัง

ในเรื่อง Michael Moore ได้ไปมาถึง 9 ประเทศด้วยกัน โดยเขาพูดถึงประเทศต่าง ๆ จากความจำของข้าพเจ้าเอง ดังนี้

อิตาลี

ว่าด้วยสิทธิแรงงาน (การหยุดงาน, วันพักร้อน, เงินเดือนเดือนที่ 13 ฯลฯ) โดยเขาสัมภาษณ์ Claudio Demenicali CEO ของ Ducati

บอกเลยคือดีมาก วันหยุดเยอะมาก บริษัทจ่ายเงินให้พนักงานไปเที่ยว มีวันหยุด มีเงินเดือนเพิ่มให้อีก แต่ consequence นี่อีกเรื่องนะ...

ฝรั่งเศษ

ว่าด้วยอาหารของโรงเรียน และ Sex Education ในโรงเรียน ช่วงทานอาหารการกลางวันเป็นช่วงที่ถือเป็นวิชาหนึ่งของพวกเขา ต้องมีการประชุมรายการอาหารร่วมกับนักโภชนาการ มีการฝึก manners ฯลฯ

ดูแล้วรู้สึกถึงอาหารที่ต้องกินตอนประถมเลย 555 ในหนัง Michael Moore ไปโรงเรียนเด็กอนุบาลรัฐดูแล้วเกิดความอิจฉา เพราะในตู้เย็นที่ไว้เก็บส่วนประกอบอาหารมีชีสแทบทุกชนิด!

อีกเรื่องคือเรื่องเพศศึกษา ในโรงเรียนนี้อาจารย์มาเล่าเรื่องประสบการณ์ให้ฟังเลย มีการสอนเรื่องการป้องกัน เด็กรู้จัก Condom รู้จัก patch, pill ฯลฯ

ฟินแลนด์

Michael Moore ไปสัมภาษณ์นายกกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ และพูดถึงนโยบายการจัดการศึกษา โดยมีชั่วโมงเรียนน้อย มีการทำกิจกรรม ปล่อยให้ไปเรียนรู้ ยกตัวอย่าง อยากปีนต้นไม้ก็ปีนได้ ถ้าปีนแล้วเจออะไรพรุ่งนี้ก็มาบอกครูแล้วมาค้นพบว่าคืออะไร (คือดี) และอื่น ๆ อีกมาก

ประโยคเด็ดที่จำได้เลยคือ "การบ้านเป็นเรื่องหัวโบราณและคร่ำครึ"

สโลวีเนีย

การศึกษาในมหาลัยนั้นฟรี ไม่ก่อหนี้ให้แก่นักศึกษา แม้แต่ชาวต่างชาติก็เรียนฟรี! โดย Micheal Moore ได้สัมภาษณ์อธิการของมหาลัย Ljubjana และประธานาธิปดี Borut Pahor

ใครอยากไปเรียนแถบ East-Europe ก็ไปได้นะครับ เผื่อจะเจอ Zizek (ถถถ)

เยอรมนี

สิทธิแรงงาน, การใช้ชีวิตและการทำงานอย่างสมดุล เขาได้ไปโรงงานของ Faber-Castell โรงงานดูเหมือนตึกทั่วไป มีกระจก อากาศถ่ายเท

ตอนดูนี่แอบคิดว่านี่มันที่ทำงานหรือโรงแรม

อีกเรื่องที่ชอบมากคือการศึกษาประวัติศาสตร์เยอรมนีเกี่ยวกับนาซี การระลึกถึง แต่ไม่จมปลัก พยายามที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

โปรตุเกศ

วันแรงงาน ผู้คนออกมาฉลองกันมากมาย รู้สึกให้ความสำคัญกับมันมาก บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

ที่น่าสนใจคือนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติดและการประหารชีวิต น่าสนใจมาก ๆ แต่ดันจำรายละเอียดไม่ได้มากนัก จำได้ว่ามีการ legalize drugs ด้วย ซึ่งน่าสนใจ และในไทยก็กำลังมีการพูดถึงโปรตุเกสโมเดลอีกด้วย

เสียดายที่จำไม่ได้มากนัก

นอร์เวย์

Michael Moore ได้ไปคุกของนอร์เวย์ คุกที่มีการป้องกันสูงสุด แต่ผู้ต้องขังกลับมีเสรีภาพในการทำอะไรต่าง ๆ ในคุก ทำอาหาร เล่นดนตรี เรียนหนังสือ หลักที่เขายึดคือต้องคืนผู้ต้องขังกลับสู่สังคมให้ได้

คือคุกดีกว่าบ้านข้าพเจ้าอีกครับ...

ตูนิเซีย

เขาได้ไปสัมภาษณ์หญิงท่านหนึ่งในตูนิเซีย เขาเป็น Journalist ไม่ก็นักจัดรายการวิทยุนี่แหละ หญิงคนนั้นได้มีส่วนร่วมในการปฏิวัติของตูนิเซีย (ตอนอาหรับสปริงนั้นแหละ) ให้มีรัฐธรรมนูญขึ้นมา

อีกทั้งยังพูดถึงสิทธิสตรีในด้านการทำแท้ง เรื่องสุขภาพของระบบสืบพันธุ์ เพื่อไม่ให้ก่อเกิดปัญหา

ตูนิเซียอาจจะเป็นประเทศที่ทุกคนไม่รู้จักนะ แต่ตอนอาหรับสปริงนี่เป็นประเทศเดียวเลยมั้งที่ยังเป็นประชาธิปไตยจวบจนตอนนี้

ไอซ์แลนด์

พูดถึงพลังในตัวของผู้หญิง Micheal Moore ได้ไปสัมภาษณ์ผู้หญิงคนแรกที่ถูกเลือกตั้งมาจากระบอบประธิปไตย และอีกสองท่านจำไมได้ว่าคือใคร (ขออภัย) กล่าวถึง Financial Crisis ของไอซ์แลนด์และการตัดสินคดีในตอนนั้น

สุดท้ายของหนังได้ไปที่ Berlin Wall ผมจำไม่ได้ว่า Moore เดินกับใคร แต่มีประโยตที่ติดอยู่ในใจผมมากคือ "Hammer, chisel, down." (หมายถึงตอนที่กำแพง Berlin จะล่มหน่ะ) สร้าง Passion ในการทำอะไรบ้างอย่างมากกกก

การเล่าเรื่องและการเสียดสี

เป็นสารคดีที่ดูแล้วหลับไม่ลงจริง ๆ ตลอดทั้งเรื่อง Michael Moore เล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด จะมีมุขมาตลอดคอยหยอดเมื่อดูไปสักพักแล้ว (เดี๋ยวทำคนหลับหน่ะ แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็มีเยอะนะ) เสียดสีอเมริกาบ้านเกิดตัวเองอย่างตรงไปตรงมา (ด้วย Fact เลย) ตลอดทั้งเรื่องไม่มีการ stand-in ไปสัมภาษณ์ตัวจริง เสียงจริง สถานที่จริงทั้งเรื่อง! คนที่ถูกสัมภาษณ์บางคนวิจารณ์อเมริการได้อย่างตรงไปตรงมามาก ดูแล้วสะเทือนใจอยู่เหมือนกัน ว่าแท้ที่จริงแล้วแล้วสิ่งที่ดี ๆ ก็มาจากอเมริกาเองนั่นแหละ แต่ไม่หยิบเอาออกมาใช้เลย

การดูหนังเรื่องนี้จึงเหมือนได้ไปดูงานในหลายประเทศเลยทีเดียว

นัยยะบางอย่างและ Nationalism แบบของ Michael Moore

ผมรู้สึกถึงนัยยะบางประการในหนังเรื่องนี้เองคือปล่อยออกมาก่อนช่วงเลือกตั้งประธานาธิปดีของสหรัฐเอง และนัยยะนี้อาจจะสะท้อนถึงจุดยืนทางการเมืองและการสนับสนุนทางการเมืองของเขาเอง ซึ่งอันนี้เป็นเพียงความรู้สึก เพราะผมไม่ได้ติดตาม Moore มาก่อน แต่ถ้าให้เดา ผมคิดว่าไปทางเดโมแครต - เบอร์นีย์

ถ้าสังเกตกันดี ๆ Moore จะถือธงอเมริกาตลอดไปเวลาไปเยือนประเทศไหน และใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ในการ Invade สิ่งนี้สะท้อนถึงความเป็น Nationalism ของ Moore มากในทัศนะผม แต่ Nationalism แบบนี้มันแตกต่างกับ "ชาตินิยม" ในแบบที่เรา ๆ คุ้นเคยมาก ชาตินิยมของเขาสามารถวิจารณ์ประเทศตัวเองอย่างตรงไปตรงมาได้ ซึ่งแถว ๆ นี้ถ้าทำอาจจะมีเสียงตอบรับแย่ ๆ กลับมาได้ D:

สรุป

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ควรค่าแก่การไปดูอย่างยิ่ง หนังเรื่องนี้ให้ข้อมูลที่ล้ำค่า เป็นการเปิดหูเปิดตาไปดูสิ่งดี ๆ ในประเทศต่าง ๆ ได้รับมุมมองใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราต้องย้อนกลับมาที่ประเทศของเราว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง อะไรที่มันผิดเพี้ยน

ผมคิดว่าความรู้สึกหลังจากดูหนังของแต่ละคนอาจจะแบ่งได้เป็นสามประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. รู้สึกโครตมี Passion ว่าตัวเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ (จากฉากท้ายตอนอยู่ที่กำแพงเบอร์ลิน โครตอิน)
  2. โครตหดหู่ ทำไมประเทศอื่นมันก้าวหน้าขนาดนี้วะเนี่ย ทั้งอิจฉาและหดหู่ในเวลาเดียวกัน
  3. ผสมปนเปตอนแรกอาจจะรู้สึกหดหู่ พอดูจบก็เกิด Passion ที่หลัง

เราไม่ใช่ประเทศที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ไม่ใช่ประเทศแห่งศีลธรรม ประเทศเราไม่ได้สูงกว่าใคร เราควรย้อนกลับมาดูตัวเรา สำเหนียกดูว่าเราเดินมาทางไหน เส้นทางนี้ดีแล้วหรือไม่ ถ้าไม่เราจะเปลี่ยนกันอย่างไร ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ให้แรงบันดาลใจคุณได้ ไม่มากก็น้อย

ให้คะแนน

ปกติไม่ค่อยให้คะแนนหนังนะ เรื่องนี้ขอให้ A- ละกัน มีบางจุดที่มันไม่เป็นธรรมชาติเกินไป และมีบางจุดที่มัน present ออกมาไม่ strong พอ แต่โดยรวมดีมาก

เสวนา

ใครว่าง ๆ ผมแนะนำให้ฟังเสวนาที่จัดโดย Documentary Club นะครับ ได้ประโยชน์มาก




Share this: