ประสบการณ์การเข้าร่วม TEDxBangkok 2016 ของข้าพเจ้า

ด้วยวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงาน TEDxBangkok 2016 ใน theme ที่ชื่อว่า "LEARN UNLEARN RELEARN" และครั้งนี้ผมก็จะมาเล่าประสบการณ์ทั้งดีและไม่ค่อยดีในงานครั้งนี้ แต่เนื่องจากผมไม่ค่อยว่าง (ณ เวลาที่เขียน) รายละเอียดจึงคงไม่ชัดเจนมากนัก

1
การเข้าร่วมใน event นี้ต้องสมัครผ่าน Eventpop โดยมีคำถามให้ตอบค่อนข้างที่จะเยอะ และเสียเวลาในการตอบพอสมควร จนมีคนบางส่วนออกมาบอกว่านี่คืออีกหนึ่งสิ่งไม่ค่อยดีสำหรับงานครั้งนี้เลยทีเดียว สำหรับคำถามก็มีทั้งข้อมูลส่วนตัวทั่วไป แต่ห้าถึงหกคำถามหลังนี่แหละที่ค่อนข้างจะ "เยอะ" สักหน่อย อย่างคำถามที่ค่อนข้างจะตอบยาก เช่น "คุณได้ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรไปแล้วบ้าง?" คำถามนี่ก็อยู่ที่การตีความของผู้ตอบ ไม่รู้ว่าต้องการ "ความเปลี่ยนแปลง" ที่ใหญ่แค่ไหน แล้วสำหรับนักเรียนนักศึกษาอย่างผมจะสร้าง "ความเปลี่ยนแปลง" อะไรมาแล้วกัน?

2
สุดท้ายก็สมัครเสร็จ ผ่านไปสักพักก็ได้รับอีเมล์ว่าได้ที่นั่งแล้ว ให้จ่ายเงินภายในสามสี่วันนี่แหละ แต่ทว่าพอกด url เข้าไปในอีเมล์ก็พบว่าให้จ่ายภายใน 15 นาที แต่ผมดันรู้ว่ามันหลอก (ฮา) เลยไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่ก็พบว่ายังมี fee เพิ่มขึ้นมาประมาณ 100 บาท .... ซึ่งในจุดนี้ผมไม่รู้ว่า Eventpop เพิ่มเข้ามาเองและทาง organizer จะสามารถรับค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เองได้หรือไม่ แต่ผมก็ไม่ติดใจอะไรเท่าไหร่นัก

3
และแล้ววันงานก็มาถึง เริ่มแรกก่อนเข้างาน หลังกดลิฟท์ไปชั้นเจ็ด ก็พบกับคนมากมายมากหน้าหลายตา หลังจากนั้นมีพี่ที่ใส่เสื้อ "วิน" เดินแนะนำแล้วพาไปจุด Register ซึ่งมีคนต่อแถวมากมายเช่นเดียวกัน ปัญหาอยู่ตรงนี้ เหมือนกับว่าทาง organizer เพิ่งสังเกตถึงปัญหาก่อนถึงวันงานจริงที่คนต้องต่อแถวกันเยอะมาก และจะจัดหาของสำหรับผู้เข้าร่วมนั้น ๆ ได้ยาก จึงจำเป็นต้องแยกแถวออกมาตามตัวอักษร ทุกอย่างเลยถูกจัดขึ้นแบบเร่งด่วน ใช้กระดาษ A4 เขียนตัวอักษรเพื่อแบ่งแถว เช่น คนที่ชื่อจริงขึ้นต้นด้วย "A-I" แถวนึง ก็จะเขียนบนกระดาษ A4 "A-I" ซึ่งมองเห็นไม่ชัดเลยเมื่อมองจากข้างหลัง และเกิดปัญหาต่อผิดแถวอีกด้วย ถ้ามีใครเอาปากกาไปเขียนให้มันชัด ๆ ก็อาจจะดีกว่านี้ก็เป็นได้

เดินผ่านเห็น Infographics ก็ดูดีตามธีมงาน

4
หลังจากหลุดรอดมาจากการ Register หน้างานที่แอบงง ๆ สักหน่อย และได้รับถุงผ้า ซึ่งภายในมีเสื้อ booklet ปากกา ตั๋วแลกอาหาร ฯลฯ ผมก็เริ่มที่จะทำการสำรวจงานก็พบว่ามีกิจกรรมเยอะพอสมควร อาทิเช่น "New Voice, New Life" เป็นกิจกรรมที่ให้เราไปพากย์ตัวละครในการ์ตูน "The Breakout" ซึ่งถูกจัดโดย Escape Room ให้เราไขปริศนาออกจากห้องแข่งกัน โดยจะจัดกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็น 4 - 5 กลุ่มโดยแบ่งตามสี พอเก็บคำใบ้ได้หมด ก็ไปหากล่องสมบัติของสีตนเองแล้วไข ผมเล่นเกมนี้เป็นรอบแรกแล้วก็ได้เจอกับพี่สองคน จนเดินกับพี่เขาทั้งงานนี่แหละ แล้วก็มีกิจกรรมอื่น ๆ อีกเยอะอยู่ (แต่ขี้เกียจพิมพ์ละ) คนค่อนข้างเยอะทำให้การเล่นกิจกรรมบางอย่างอาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก

ในภาพเป็นกิจกรรม "The Generation Tunnel" โดยให้คนได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นว่าคนค่อนข้างเยอะ

ในส่วนนี้เป็นส่วนของสปอนเซอร์ของผู้จัดงาน ซึ่งในส่วนนี้เป็นของ dtac มีงาน summary talk เป็นรูปภาพ ตัวอักษร ให้ดูแล้วเข้าใจง่าย

5
ด้วยคนที่เยอะ ทำให้งานเหมือนจะบีบเราให้พูดคุยกับคนรอบตัวของเรา มีการจัดซุ้มเหมือนให้คนไปยืนแล้วคุยกันตาม topic ต่าง ๆ (ซึ่งผมก็เอาไว้ใช้กินข้าวนี่แหละ) ดังนั้นพอเราต้องมายืนกินข้าวกับคนแปลกหน้าแปลกตาจะยืนเฉยกินเสร็จ แล้วลาจากก็ดูชอบกล ก็เลยมีการคุยกันบ้าง แลกเปลี่ยน ป้ายชื่อของเราก็จะมีเขียนเรื่องต่าง ๆ ที่เราสนใจและเข้ามาพูดคุยกันได้ และกิจกรรมในงานอย่างเช่นกิจกรรม "Give the Gift" ก็จะมีการให้ห้อยป้ายแล้วเขียนของที่อยากให้คนในงานและข้อมูลการติดต่อ ถ้ามีคนเห็นแล้วอยากได้ก็จะเจอดึงออกมาและติดต่อตามข้อมูลที่ให้ไว้ ดูแล้วผู้จัดพยายามบีบให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ถ้ามีความ extrovert หน่อยก็อาจจะได้เพื่อนคุยเพื่อนเดินเล่นใหม่ ถ้าเป็น introvert ก็อาจจะรู้สึกอึดอัดนิด ๆ (หรืออาจจะไม่นิด) แต่สำหรับผมที่เป็น ambivert ก็อาจจะเฉย ๆ อะไรก็มาเถอะ

6
เรื่องทอร์คในงานอาจจะเอาไว้ทีหลัง มาพูดเรื่องอาหารการกินกันก่อน TEDxBangkok ได้จัดเตรียมอาหารไว้มีตอน Break ช่วงเช้าและบ่าย ซึ่งจะมีเครื่องดื่มและของว่าง และอาหารกลางวันซึ่งมีขนมหวานและเครื่องดื่ม ไม่นับ After Party ในช่วงเย็น โดยจะต้องใช้ตั๋วที่ทางผู้จัดใส่ไว้ให้ในถุงผ้าตอนลงทะเบียนแล้ว ซึ่งโดยรวมอาหารถือว่าอร่อยดี แต่ปัญหาที่พบและปัญหาที่ทุกคนค่อนข้างกล่าวถึงในงานนี้คือ ที่ในงานน้อยมาก จนต้องออกไป "นั่งพื้น" ทานข้างนอก ซึ่งผมว่าจุดนี้ "เฟล" กว่าปีที่แล้วมาก ๆ สำหรับงานบัตรราคา 1,500 กว่าบาท คนแออัดกันมากเนื่องจากสถานที่เล็ก มันน่าจะดีกว่ามากถ้ามีพื้นที่มากกว่านี้จะได้คุยกันสบ่ย ๆ หน่อย ในจุดนี้ส่วนตัวผมคิดว่าก็มีคนไม่ค่อยพอใจเยอะนั่นแหละ จนผมก็คุยกับคนในงานนะว่าถ้าสถานที่มาดีกว่านี้นิดนึงงานจะสมบูรณ์แบบขึ้นมาก คิดว่าส่วนหนึ่งเพราะมันมีแบรนด์ TED อยู่ด้วยเลยไม่ค่อยมีเสียงออกมาเท่าไหร่นัก

จริตชนชั้นกลางแบบผมนี่รับไม่ค่อยได้จริง ๆ (ฮา)

ผมที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่เพราะมีพี่ชวนออกมารับอาหารก่อนตลอดเลยมีที่ "ยืน" ทาน ซึ่งจุดที่ผมทานจะเป็นจุดที่เหมือนเป็นโต้ะให้คนได้เข้ามาคุยกัน มีน้ำและคุ้กกี้วางเอาไว้อยู่ ซึ่งมีจำนวนมากอยู่ แต่อาจจะรองรับคนในงานที่มีจำนวนมากไม่ไหวเช่นกัน

Break ช่วงเช้าเป็นมีให้เลือกสามสี่อย่างนี่แหละ ผมเลือกโทสต์ทูน่ากับกาแฟ

คนเยอะมาก

อาหารกลางวันเป็นอาหารในอาเซียน ซึ่งผมจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง

7
เข้าสู่เรื่อง talks ภายในงาน มี 16 speakers และที่แตกต่างจากปีที่แล้วคือ 4 performances รวมเป็น 20 ที่เราจะได้ชมกันเมื่อเข้างานไป หลังจากนี้จะไปจะเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วน ๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะมี perception ในแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน อันทำให้การฟัง talk แล้วนำมาคิดก็จะคิดต่างกัน และได้อะไรแตกต่างกัน ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าคงอยากให้ผู้เข้ามาอ่านลองไปฟังดูเองเมื่อทาง organizer อัพโหลดลง youtube และคิดพิจารณาเอาเองว่าเป็นอย่างไร

สำหรับผมแล้ว บางเรื่องในงานครั้งนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงกันในสังคมมากอยู่แล้ว เช่นของคุณนักรบ มูลมานัส ที่พูดถึงความเป็นไทย (ซึ่งอันนี้ผมอาจจะมองแค่รอบตัวของผมเท่านั้นอยู่แล้วก็ได้) แต่ผมก็ชอบผลงานของเขา เพราะปกติเองก็ไม่ได้ตามงานประเภทนี้อยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับงานของเราพอสมควร

อีก talk ที่ผมค่อนข้างชอบเป็นของอาเจ็กสมชัย ที่ตั้งคำถามถึงที่มาของท้องถิ่นของตนและเขียนประวัติศาสตร์ด้วยตัวเองขึ้นมา มีความน่าตื่นตาตื่นใจ และ encourage ผมและคิดว่าอีกหลาย ๆ คนเช่นกัน และอย่างเรื่องฟอนต์ของคุณอนุทิน founder ของ Cadson Demak ที่ทำฟ้อนต์ให้คนไทยใช้ (ฟ้อนต์ที่ผมใช้ก็เช่นกัน) พูดถึง "น้ำเสียง" ของฟ้อนต์ และการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ความสามารถในการควบคุม "น้ำเสียง" มาอยู่ที่คนทั่ว ๆ ไป มากขึ้น จากที่ขึ้นอยู่กับคนที่พิมพ์ดีดหรือโรงพิมพ์เท่านั้น มันเป็นสิ่งที่ผมมองข้าม หรือไม่เคยมองฟ้อนต์ในมุมนี้

ยังมีอีกหลาย talks ที่ผมชอบอย่างของ ผศ.ดร.ยศชนัน (เชน) ที่พยายามทำให้คนที่เป็นอัมพาตกลับมาขี่จักรยายได้อีกครั้ง ของคุณป๋อมแป๋ม พิธีกรเทยเที่ยวไทย พูดในเรื่องการแปะป้ายหรือที่คุณป๋อมแป๋มใช้คำว่า "Labelization" และใช้ stereotype ในการมองสิ่งต่าง ๆ และของคุณเต๋อ นวพล ผู้กำกับชื่อดัง ที่นำเสนอเรื่องที่เขาทำ ผู้กำกับเล่นกับเฟรม และพยายามควบคุมผู้ชมให้เห็นสิ่งที่ผู้กำกับอยากเห็น ซึ่งแปลง่าย ๆ คือการอย่ามองอะไรเพียงด้านเดียวและอย่ามองเพียงเปลือกนอก แต่มันก็เป็นเรื่องที่พูด ๆ กันอยู่แล้วแหละในสังคม แต่ด้วยความเกรียน ๆ ของคุณเต๋อและการนำเสนอที่ดีทำให้ผมก็คล้อยตามและอินไปได้

ในภาพนี้เป็นช่วง talk ของคุณเต๋อ นวพล

8
Overall, ผมคิดว่างานนี้ถือว่าเป็นก้าวอีกก้าวที่ดีของ TEDxBangkok จากปีที่แล้ว ถึงงานจะมีจุดที่(ผมเห็นว่า)ไม่ค่อยดีและไม่น่าจะเกิดขึ้นเอง ก็หวังว่าจะได้รับการแก้ไขหรือนำมาพิจารณาในปีต่อ ๆ ไป และทำให้งานดีขึ้นไปอีก โดยส่วนตัวที่ไปมาก็ยังถือว่าคุ้มค่าที่ไป ถือว่าได้ไปคุยกับคนใหม่ ๆ และฟังเรื่องราวสด ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยมองในมุมอื่นมาก่อน

ปล.มีคนเคยบอกว่า พอใส่ตัวเลขแล้วจะทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามันไม่เยอะ เลยใส่ :p

Share this: