[Review] Tomorrow I will date with yesterday's you: เมื่อเวลาเราสวนทางกัน

คำเตือน: มีสปอย

ปกติผมไม่ดูหนังแนวๆ นี้ครับ คือทั้งไม่อินหรืออะไรก็ดี และคือขี้เกียจดูเอาง่ายๆ แหละ และที่จริงแล้วช่วงเดือนที่ผ่านมานี่ก็ดูหนังไปหลายเรื่องพอควร แต่เลือกที่จะรีวิวเรื่องนี้ละกัน “Tomorrow I will date with yesterday’s you” ชื่อโครตจะยาว หรือชื่อไทย “พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน” และชื่อญี่ปุ่น “ぼくは明日、昨日のきみとデートする” (Boku wa Ashita, Kinou no Kimi to Date Suru) ซึ่งตลอดการรีวิวนี้ขอเรียกว่า bokuasu ละกัน เพราะเรียกชื่อนี้มาตลอด เพิ่งเข้าไทยวันที่ 2 กุมภานี้เอง และก็โซโล่เข้าไปดูเลย

เรื่องนี้สร้างขึ้นจากนิยายของนักเขียนที่ชื่อว่า Takafumi Nanatsuki ซึ่งเขียนนิยายในชื่อเดียวกันนี่แหละ แปลไทยแล้วด้วย (ปกสวยมาก) และขายที่ญี่ปุ่นได้สองล้านเล่ม! เลยเอามาสร้างเป็นหนังนี่แหละ ที่ญี่ปุ่นก็กระแสค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ส่วนตัวพูดตรงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไร หนังอะไรวะชื่อก็ยาว หน้าปกก็มีพระเอกนางเอกจับมือกันยืนตรง ฟิลเตอร์ฟุ้งๆ จนมาเห็นนางเอกนี่แหละครับ ก็เลยจะดู สรุปก็คือ ในตอนแรกที่รออยากจะเข้าไปดูเพราะนางเอกล้วนๆ (ฮา)

ใครอยากอ่านความรู้สึกหลังจากดูของผมเองก็คลิ้กได้เลย

โลกคู่ขนาน(?) - เวลาที่สวนทาง

เรื่องดำเนินด้วยตัวเองสองคนชื่อ ทะคะโตะชิ มินะมิยะมะ (Takatoshi Minamiyama) แสดงโดย โซตะ ฟุคุชิ(Sota Fukushi) และนางเอก เอมิ ฟุคุจุ (Emi Fukuju) แสดงโดย นะนะ โคมัตสึ (Nana Komatsu) นั่นและครับ อีชื่อพระเอกยาว ดังนั้นก็ขอเรียนพระเอก - นางเอกละกัน แล้วก็มีเพื่อนพระเอกที่เป็นตัวประกอบที่สำคัญคนหนึ่ง ที่ทำให้พระเอกเข้าใจอะไรๆ ต่างๆ มากขึ้น

พระเอกเจอนางเอกบนรถไฟ แล้วดันชอบ ก็เลยไปขอคุยด้วย พัฒนาความสัมพันธ์บลาๆๆ ไป ซึ่งจะพยายามไปเข้าไปถึงรายละเอียด หนังเรื่องนี้ใช้มุมมองของพระเอกเป็นหลักในการเริ่มเรื่อง และตอนหลังมีการ flashback ในมุมมองของนางเอก

เรื่องนี้สร้างกฏเวลาของตัวเองขึ้นมา นางเอกและพระเอกอยู่บนโลกคู่ขนานกัน ซึ่งเวลาของทั้งคู่ก็เดินหน้าไป แต่เวลาของพระเอกกับนางเอกสวนทางกัน และจะหวนมาเจอกันทุกๆ 5 ปี และแค่ 30 วัน และใน 30 วันนั้นเวลาของพระเอกกับนางเอกก็ยังสวนทางกันเหมือนเดิม

ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเวลาของผมเดินหน้าแต่เวลาของเธอมันถอยหลังก็ไม่ถูกนัก

ดังนั้นอนาคตของพระเอก ก็คืออดีตของนางเอกที่เคยเจอมาแล้ว อนาคตของนางเอกก็คืออดีตทีผ่านมาแล้วของนางเอก… และก็ให้เกิดลูปบางอย่างขึ้น

การใช้กฏเวลาของหนังเพื่อดึงอารมณ์ออกมา

หนังเรื่องนี้โปรโมตโดยการที่สปอยจุดสำคัญของหนังออกมา คือ กฏเวลาในเรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีหรือข้อเสียก็ได้ ข้อดีอาจจะเป็นจะทำให้เข้าใจกฏเกณฑ์เวลาของหนังได้ง่ายขึ้น และเข้าใจในการกระทำต่างๆ ของตัวเอกของเรื่อง ผมคิดว่าการที่เข้าใจกฏง่ายขึ้นเท่าใดก็น่าจะอินขึ้นเท่านั้นแหละ

เวลาที่นางเอกใช้กับพระเอกแต่ละครั้งมันคือครั้งสุดท้ายของตัวเอง ก็คือยิ่งนับวันไปพระเอกก็จะยิ่งห่างเหินกับนางเอกขึ้น ในทางกลับกัน พระเอกเมื่อเจอกับนางเอกครั้งแรกก็จะดูสนิทกันมากกว่า และห่างเหินออก จากกันเรื่อยๆ ในวันแรกของอีกคน ก็คือวันสุดท้ายของอีกคน

ต้องใช้สมองพอควรในการดูเลยแหละ แต่ในหนังตอนที่กฏนี่ถูกเปิดเผยก็มีการอธิบายแบบขึ้นกระดานอย่างกับเรียนอยู่เลยนะ (ฮา) แต่บางคนที่ยังงงก็ไม่ต้องกลัว เพราะมันจะถูกเครียร์อีกที

หนังใช้ประโยชน์จากสิ่งที่หรือกฏที่สร้างขึ้น สร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมา และมีเหตุผลรองรับการกระทำด้วย การเติบโตของตัวละคร จนไปถึงจุด Climax และการตั้งคำถามบางอย่าง ความรู้สึกของตัวเอกที่แบบรู้อนาคตของอีกคน (หรืออดีตของตน) ค่อยๆ คลายปมและข้อสงสัยต่างๆ ให้หมดไป

ตอนสุดท้ายนี่แหละ มีการฉายย้อนในมุมมองของนางเอก คือแบบให้ชัดเจนไปเลยว่านางเอกคิดยังไง (ในจุดนี้นิยายไม่มีนะรู้สึก) อันนี้คือความฉลาดของผู้กำกับเองด้วย ทำให้เรารู้ว่าความรู้สึกนางเอกนางแบบเศร้าขนาดไหน ดึงความรู้สึกของคนดูตั้งแต่ต้นยันจบ และตอนสุดท้ายนี่แหละทำให้ไทม์ไลน์สำหรับคนที่ยังงงๆ อยู่เครียร์ด้วย

ถ้าเรารู้อนาคต?

หลังจากที่เรารู้กฏแล้ว คำถามที่สำคัญคือ หากคนนึงเล่าเรื่องราวในอดีตของตนให้อีกฝ่าย ซึ่งก็คืออนาคตของอีกฝ่าย มันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะทำมันอีกไหม? ซึ่งในหนังก็เล่นประเด็นนี้เหมือนกัน เป็นดราม่าของคู่พระนาง แต่ก็ทำให้พระเอกมันเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น

ภาพ-เสียง-รายละเอียด

Settings ดีงาม ทำในเกียวโต มีความเป็นเมืองเก่า ใช้ฟิลเตอร์แบบภาพฟุ้งๆ (มีความฮิปสเตอร์ :p) ในจุดนี้แหละทำให้มันน่าไปตามรอย (อารมณ์ประมาณ Kimi no Na wa) และยัง “คุมโทน” ได้ดี คือแบบหนังมันไปโทนเดียวกันทั้งเรื่อง ทั้งสถานที่ เสื้อผ้า ฟิลเตอร์มันไปด้วยกันได้

อีกอย่างคือเพลงเข้ากับหนังมาก เพลงชื่อ “ハッピーエンド” (happy end) ของศิลปิน back number ก็เป็นวงที่เมนสตรีมในญี่ปุ่นสำหรับวัยรุ่นถึงวัยทำงานแหละ เคยอ่านผ่านๆ ว่าผู้กำกับเนี่ยเคยกำกับ MV ให้วงนี้พอดีเลยเรียกมาทำด้วย และพยายามให้ตัวศิลปินเนี่ยเข้าใจถึงบทสุดๆ แล้วค่อยแต่งมา ตัวเพลงเนี่ยเลยทำได้ดีในการส่งผ่านความรู้สึกของตัวละครออกมาตอนจบ (นี่ฟังตั้งแต่ยังไม่ดูหนัง ติ่ง จบ.)

ความรู้สึกของเรา

เรื่องนี้ให้ 9/10 ทำได้ดีมากสำหรับเรา คือปกติไม่ค่อยชอบดูหนัง love comedy ด้วย (แต่ละครนี่อีกเรื่อง) ชอบดูอะไรดราม่าๆ หน่อย และกิมมิคกับเนื้อเรื่องมันก็ทำได้ดีมาก ตัวเอกก็แสดงได้ดี อีพระเอกที่เด๋อๆ มันก็ดูเข้าใจอะไรต่างๆ เยอะขึ้น นางเอกน่ารัก (#อวย) และสถานที่นี่แบบ บางที่ตัวเองเคยผ่านด้วยตาของตัวเอง แถมยืนจุดเดียวกับนางเอกด้วย น้ำตาจะไหล (ไปคันไซมาเมื่อสองปีที่แล้ว) แล้ววงที่ฟังเป็นประจำก็มาทำเพลงให้อีก (ถ้าอ่านบล็อกที่บอกเรื่องเพลงก็จะรู้) และหนังนี่ทำให้เข้าอารมณ์เพลงมากขึ้น

หลายๆ คนบอกต้องดูสองรอบ แต่นี่อ่านนิยายผ่านๆ ก่อนเข้าไปดู เลยแบบแอบเศร้านิดหน่อยตั้งแต่แรกๆ คือทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าก็ต้องจากกัน รู้จุดจบอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็ยังแบบไปกันต่ออะ เข้าใจความรู้สึกของเอมิ (นานะ) ตั้งแต่แรกเลย และความรู้สึกของคนที่เจอกันได้แค่สามสิบวัน แถมแม่งยังเวลาเดินหน้าแต่สวนกันอีก คือทำไมมันจะน่าสงสารอะไรขนาดนี้วะ ในวันแรกของคนนึงคือวันสุดท้ายของอีกคน ในฉากแรกวันแรกของพระเอกเลยที่พระเอกบอกกับนางเอกว่าประมาณว่าพรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ คือสำหรับนางเอกก็วันสุดท้ายละ แต่นางก็ยังฝืนที่จะบอกว่าเจอกันใหม่

ซึ่งฉากข้างบนนี้ก็จะมีรีรันอีกทีตอนท้ายสุดนี้แหละในฉากสุดท้าย รวมทั้งฉากอื่นๆ ด้วย คือแบบจะได้รู้ว่าทำไมนางเอกนางร้องไห้บ่อยๆ ในเรื่องๆ คล้ายๆ แบบที่อธิบายไปข้างบน ทำให้รู้ว่านางเอกแม่งแบบเศร้าเหี้_ๆ โอยยยย นางน่าสงสาร ติ่งนานะควรเข้าไปดูด้วนประการทั้งปวง ส่วนพระเอกปล่อยมัน (มันควัย) คือแบบในโรงอีคนนั่งข้างหน้านั่งร้องไห้ (มึ _จะร้องทำไม 555)

ดูไปดูมา ก็แบบ เออ ถ้าเป็นกรูเนี่ย คงจะคิดทางออกออกมาทางนึง แล้วทำแน่ๆ คือ

จับมือกระโดดตึกฆ่าตัวตายทั้งคู่แม่ง 555555

Share this: